← บทความทั้งหมด · เกษตรและแปรรูป

ราคาปาล์มตก 6.60 บาท — สิ่งที่คุมไม่ได้ กับสิ่งที่คุมได้ (ฉบับชาวสวนและคนแปรรูป)

ปีแล้วปีเล่าที่รายได้จากสวนปาล์มขึ้นลงตามราคาที่คนอื่นเป็นคนตั้ง และปีนี้ก็เป็นอีกปีที่เจ็บ แต่ในโครงสร้างราคาที่ดูเหมือนคุมอะไรไม่ได้เลยนั้น มีตัวเลขหนึ่งที่อยู่ในมือคุณจริง ๆ และมันเปลี่ยนเงินที่ได้ต่อรถหนึ่งคันได้ทันทีโดยไม่ต้องรอนโยบายจากใคร

เกิดอะไรขึ้น (สรุปสั้น)

ราคารับซื้อผลปาล์มปรับลดลงต่อเนื่อง หลายพื้นที่ต่ำกว่า 7 บาทต่อกิโลกรัม และบางจังหวัดลงไปที่ประมาณ 6.60 บาท จากช่วงต้นปี 2569 ที่เคยขึ้นไปแตะ 8 บาท

สิ่งที่ชาวสวนร้องเรียนคือราคาลดแบบรายวัน ครั้งละ 40–50 สตางค์ต่อกิโลกรัม ซึ่งไม่สอดคล้องกับราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกและคุณภาพผลผลิตที่ส่ง จนกรมการค้าภายในต้องลงพื้นที่ตรวจสอบห่วงโซ่และยืนยันว่าไม่ได้ห้ามส่งออก

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดว่าผลผลิตปาล์มปี 2569 จะอยู่ที่ราว 21.87 ล้านตัน สกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ราว 3.94 ล้านตัน — ปริมาณระดับนี้แปลว่าตลาดในประเทศดูดซับเองไม่หมด ราคาจึงผูกกับปัจจัยนอกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไมราคาที่สวนได้ ไม่เท่าราคาที่เห็นในข่าว

ราคาที่ประกาศในข่าวส่วนใหญ่คือราคาน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งอยู่คนละจุดของห่วงโซ่กับราคาที่ลานรับซื้อจ่ายให้คุณ ระหว่างสองจุดนั้นมีต้นทุนและส่วนต่างของแต่ละทอดคั่นอยู่

เส้นทางคร่าว ๆ คือ สวน → ลานเท → โรงสกัด → น้ำมันปาล์มดิบ → โรงกลั่นหรือผู้ใช้ปลายทาง ยิ่งผ่านหลายทอด ยิ่งมีส่วนที่ถูกหักไประหว่างทาง

และจุดสำคัญที่สุดคือ โรงสกัดไม่ได้ซื้อ "น้ำหนักผล" อย่างเดียว แต่ซื้อ "น้ำมันที่สกัดออกมาได้จากผลนั้น" ผลปาล์มน้ำหนักเท่ากันจึงมีมูลค่าไม่เท่ากัน

แยกให้ชัด: อะไรคุมไม่ได้ อะไรคุมได้

ความเหนื่อยส่วนใหญ่มาจากการใช้แรงไปกับสิ่งที่คุมไม่ได้ ลองแยกสองกองนี้ออกจากกันก่อน แล้วจะเห็นว่าที่เหลือทำอะไรได้บ้าง

ตัวเลขที่อยู่ในมือคุณจริง ๆ คือเปอร์เซ็นต์น้ำมัน

โรงสกัดกำหนดราคาที่จ่ายจากปริมาณน้ำมันที่ได้จากผล ไม่ใช่จากน้ำหนักผลเพียงอย่างเดียว ผลปาล์มที่สุกพอดีและถึงโรงเร็วจึงได้ราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่าผลชุดเดียวกันที่ตัดเร็วเกินหรือค้างนาน

นี่คือส่วนต่างที่เกิดขึ้นภายในรถคันเดียวกัน ในวันเดียวกัน ที่ราคาตลาดเท่ากันทุกอย่าง — ต่างกันเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในสวนและระหว่างทางเท่านั้น

สิ่งที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

ก่อนตัดสินใจอะไร ต้องรู้ต้นทุนต่อไร่ของตัวเองก่อน

คำถามที่ตอบไม่ได้กันเกือบทุกสวนคือ "ราคาต่ำสุดที่ยังไม่ขาดทุนคือเท่าไร" ถ้าไม่รู้ตัวเลขนี้ จะตัดสินใจอะไรก็เป็นการเดาทั้งหมด ทั้งเรื่องจะขายวันไหน จะใส่ปุ๋ยเพิ่มไหม หรือจะโค่นปลูกใหม่ดีหรือเปล่า

ต้นทุนที่ต้องนับให้ครบ ไม่ใช่แค่ค่าปุ๋ยกับค่าตัด

เรื่องการแปรรูปและกระจายความเสี่ยง — และคำเตือนที่ต้องพูด

ทุกครั้งที่ราคาตก จะมีคำแนะนำว่าให้แปรรูปเองเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งถูกในหลักการ แต่ผิดบ่อยมากในทางปฏิบัติ เพราะการแปรรูปคือการเปลี่ยนจากธุรกิจขายวัตถุดิบ ไปเป็นธุรกิจที่ต้องหาลูกค้าเอง

ก่อนลงเงินกับเครื่องจักรหรือโรงเรือน ให้ตอบสองคำถามนี้ให้ได้ก่อน — ใครจะซื้อ และเขาจ่ายเท่าไรจริง ๆ ไม่ใช่เท่าไรที่เราคิดว่าเขาน่าจะจ่าย

วิธีที่เสี่ยงน้อยที่สุดคือทดสอบก่อนลงทุน ทำจำนวนน้อย ขายจริง เก็บเงินจริง แล้วดูว่ามีคนซื้อซ้ำไหม ถ้ามีสัญญาณจริงค่อยขยาย ราคาที่ตกอยู่ตอนนี้จะยังตกอยู่อีกพักหนึ่ง ไม่ต้องรีบตัดสินใจภายในสัปดาห์เดียว

คำถามที่พบบ่อย

ราคาจะกลับขึ้นเมื่อไร?

ไม่มีใครตอบได้อย่างมั่นใจ เพราะขึ้นกับผลผลิตรวม ราคาน้ำมันพืชชนิดอื่น ค่าเงิน และนโยบายพลังงาน สิ่งที่ทำได้คือเตรียมตัวให้พร้อมทั้งสองทาง — รู้ต้นทุนต่อไร่ของตัวเอง และทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้ได้ราคาดีที่สุดในทุกระดับราคาตลาด

ทำไมลานแต่ละที่ให้ราคาไม่เท่ากัน?

เพราะแต่ละที่มีต้นทุนขนส่งไปโรงสกัดต่างกัน มีวิธีประเมินคุณภาพต่างกัน และบางแห่งให้ราคาตามคุณภาพจริงมากกว่าที่อื่น การจดราคาที่ได้จากแต่ละที่ไว้เทียบกัน 2–3 เดือน จะเห็นชัดว่าที่ไหนคุ้มกว่าเมื่อรวมค่าขนส่งแล้ว

ควรโค่นปลูกพืชอื่นแทนไหม?

เป็นการตัดสินใจที่ต้องใช้ตัวเลขไม่ใช่ความรู้สึก เพราะการโค่นแล้วปลูกใหม่มีต้นทุนสูงและใช้เวลาหลายปีกว่าจะให้ผล ควรเริ่มจากรู้ต้นทุนต่อไร่และผลตอบแทนจริงของสวนตัวเองก่อน แล้วเทียบกับพืชทางเลือกด้วยตัวเลขชุดเดียวกัน

ราคาที่เห็นในข่าวกับที่ลานให้ ทำไมต่างกันมาก?

ราคาในข่าวมักเป็นราคาน้ำมันปาล์มดิบซึ่งอยู่คนละจุดของห่วงโซ่ ส่วนราคาที่ลานจ่ายเป็นราคาผลปาล์มที่หักต้นทุนและส่วนต่างของแต่ละทอดแล้ว การเทียบสองตัวเลขนี้ตรง ๆ จึงทำให้เข้าใจผิดได้ ควรเทียบราคาผลปาล์มด้วยกันในช่วงเวลาเดียวกันแทน

คิดต้นทุนต่อไร่ให้ชัด — เริ่มฟรี →